ลักษณะผ้าภาคกลาง

ผ้าภาคกลาง 

 

 

 

ผ้าไทยภาคกลาง – จังหวัดกาญจนบุรี
              กาญจนบุรี เมืองหน้าด่านในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นเส้นทางเดินทัพและสมรภูมิรบกับพม่าและเป็น ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เมืองหนึ่งในอดีต
บ้านทิพุเย ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิมีการทอผ้า ผ้าที่ทอจะเป็นผ้าพื้นบ้าน ชาวกะเหรี่ยง นอก จากนี้ยังมีศูนย์หัตถกรรมผ้าไหมบาติกอำเภอบ่อพลอย มีผ้าบาติกที่แปลกตากว่าที่อื่นคือเขียนลวดลายโดยใช้ น้ำยาทองหรือเพชร และที่อำเภอท่ามะกา อำเภอห้วยกระเจา อำเภอเลาขวัญ อำเภอพนมทวนมีผ้าฝ้ายทอมือ เป็นต้น

ผ้าไทยภาคกลาง – จังหวัดสิงห์บุรี
               อาชีพหลักของราษฎรในจังหวัดสิงห์บุรีคือ การทำเกษตรกรรมและทำผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นอาชีพ เสริมเพื่อสร้างรายได้ให้ครัวเรือน เดิมจังหวัดสิงห์บุรีไม่มีการทอผ้าภายในจังหวัด เพิ่งจะมีการรวมกลุ่มแม่บ้าน ตำบลงิ้วราย อำเภออินทร์บุรี โดยไปเข้ารับการฝึกอบรมการทอผ้าจากจังหวัดลพบุรี ซึ่งต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2547 ได้มีการตั้งกลุ่มหัตถกรรมทอผ้างิ้วรายขึ้น

แต่เดิมราษฎรจังหวัดอ่างทองไม่นิยมการทอผ้า ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2540 สตรีอาสาพัฒนาบ้านดอนบ่อ ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอแสวงหา ได้นำการทอผ้าด้วยกี่กระตุกเข้ามาในหมู่บ้าน เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ผ้าที่กลุ่ม ทอเป็นผ้าฝ้ายทอมือ เช่น ลายไทย ลายดอก ลายรวงข้าว ผ้าพื้น 3 ตะกอ 4 ตะกอ นอกจากนี้ ยังมีการทอผ้าฝ้าย ทอมือที่อำเภอสามโก้ เป็นต้น

ผ้าฝ้ายลายสายฟ้า
              ราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรีสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยกี่มือและย้อมด้ายด้วยแก่นขนุนและหมัก น้ำครำต่อมาในปี พ.ศ. 2520 เริ่มทอผ้าโดยใช้ด้ายโทเรและไหมอิตาลี และในปี พ.ศ. 2524 เริ่มทอผ้าด้วยกี่กระตุก ผ้าที่ทอเป็นผ้าฝ้ายทอตัวหนังสือทั้งไทยและอังกฤษ ผ้ามัดหมี่ ผ้าชุด ผ้าลายไส้ปลาไหล ผ้าลายสลับสี ผ้าไหมพื้น ประดิษฐ์
นอกจากนี้แล้ว ยังมีผ้าที่มีชื่อเสียง คือ ผ้าด้นมือ ผ้าฝ้ายลายต่าง ๆ เช่น ลายสายฟ้าที่อำเภอภูทอง ผ้าทอลาวชี ลาวครั่ง อำเภอเดิมบางนางบวช ตำบลป่าสะแก ตำบลบ่อกรุ ตำบลหนองกระทุ่ม และผ้าไหม อำเภอ หนองหญ้า

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ผ้าเกาะยอ

“ผ้าเกาะยอ” ผ้าทอเกาะยอพื้นบ้านของจังหวัดสงขลาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนมากทอจากฝ้าย และ ขึ้นลายตามแบบที่นิยมกันมาตั้งแต่อดีต คือ ลายราชวัตร ลายหางกระรอก และผ้าเก็บดอก เช่น ลายดอกพิกุล ลายคชกริช ลายดอกพยอม ส่วนผ้าทอเกาะยอลายยกดอกเป็นผ้าไหมที่ทอยกลวดลายให้สูงกว่าพื้นผ้า ซึ่งทอโดย กลุ่มราชวัตรแสงส่องหล้าที่ 1 บ้านนอก ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง นอกจากผ้าเกาะยอแล้วยังมีผ้าฝ้ายลาย ตามุก ผ้าทอกระแสสินธุ์ ผ้าบาติก และผ้าคลุมผมสตรี Songkhla Koa-Yor cloth is very well known is Songkhla Province. Most is made from cotton and done in famous traditional patterns, which include the Ratchawat and Hang-Kra-Rok patterns, as well as various flower patterns (Dok-Pikul, Koch-Chakrit and Dok-Pa-Yom). Koa-Yor cloth in the Yok-Dok pattern is woven in silk, which raises the pattern. This specialty material is woven by the Ratchawat Saeng Song La Group 1, at Ban Nok of Koa-Yor Sub-district in Mueang District. Other patterns popular in this province include the Ta-Muk cotton pattern, Kra-Sae-Sin, Batik and headscarves. ผ้าไทยภาคใต้ – จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขียนโดย admin เมื่อ จ, 2009-04-27 04:41 วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/E14.HTML ผ้าพุมเรียง Pum-Reang cloth ผ้าพุมเรียง เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี เป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ของกลุ่ม คนไทยมุสลิม อำเภอไชยา เป็นผ้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ผ้าพุมเรียงมีทั้งที่ทอด้วยฝ้ายและไหม มีลักษณะเด่น ที่ต่างไปจากผ้าไหมของภาคอื่น ๆ คือ การทอยกดอกด้วยไหมและดิ้น ลวดลายโบราณที่ยังคงมีทุกวันนี้ คือ ลายราชวัตรลายโคม ลายดอกพิกุลและลายมุก เป็นต้น ทอโดยกลุ่มทอผ้าพุมเรียง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา และยังมีผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ผ้าไหม อำเภอท่าชนะ ผ้าทอบ้านในเขา ผ้าทอพื้นเมืองและผ้าบาติก อีกด้วย Surat Thani Pum-Reang cloth is a legacy from the Thonburi Reign. It is a traditional product from a group of Muslim people who live at Ban Pum Reang in Chaiya District. Pum-Reang silk or cotton, woven by the Pum Reang Weaving Group, at Pum-Reang Sub-district in Chaiya District, is famous for its distinctive patterns. Traditional patterns include Rachawat, Khom, Dok-Pikul and Muk. Other well known cloth includes tie-dyed fabric and silk from Tha Chana District, woven cloth from Ban Nai Khao, and other woven cloth including Batik. ผ้าไทยภาคใต้ – จังหวัดนราธิวาส เขียนโดย admin เมื่อ จ, 2009-04-27 04:15 วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/E5.HTML ผ้าไหมบาติก Batik silk บ้านโคกไผ่ ตำบลพร่อน บ้านวัดพระพุทธ ตำบลพร่อน บ้านตอหลัง ตำบลไพรวัล บ้านโคกชุมบก ตำบลบางขุนทอง ทอผ้าขาวไม่ยกดอก และพัฒนาเป็นการทอยกดอก ลายขิด ลายตัวหนังสือ บ้านกาหลง บ้านป่าไผ่ บ้านสายบน บ้านสันคีรี บ้านโคกสันติ ตำบลกาหลง อำเภอศรีสาคร บ้านสันติภักดี ตำบลโคกสะตอ อำเภอรือเสาะ ทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายลายพื้น ลายลูกแก้ว และเนื่องจากจังหวัดนราธิวาสมีวัฒนธรรมการแต่งกายแบบไทยมุสลิม จึงมีการทำผ้าบาติก ผ้าคลุม ผมสตรีและผ้าละหมาด ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไป Narathiwat Several areas (Ban Kok-Pai and Ban Wat-Phaput of Pron Sub-district, Ban Tor Lang of Prai Wan Sub-district and Ban Kok-Chumbok of Bang-Khunthong Sub-district) started out with basic silk weaving techniques and developed there skills into a wider variety of patterns, including Khid and alphabet. Ban Ka-Long, Ban Pa-Pai, Ban Sai-Bon, Ban San-Kiri and Ban Kok-Santi of Ka-Long Sub-district in Si Sakorn District, Ban Santi Pkakdi and Kok-Sator Sub-district in Rue-Sor District produce silk and plain cotton in the Look-Kaew pattern. The majority of Narathiwat people also wear also the Thai Muslim costumes, so, they produce batik, headscarves and the “lamard” cloth also. ผ้าไทยภาคใต้ – จังหวัดยะลา เขียนโดย admin เมื่อ จ, 2009-04-27 04:26 วันที่เอกสารถูกสร้าง: 27/04/2009 ที่มา: เว็บไซต์ฅนไทยดอทคอม http://www.khonthai.com/Vitithai/E10.HTML ผ้าบาติก Batik cloth ราษฎรยะลาประกอบด้วยไทยพุทธและไทยมุสลิมเช่นเดียวกับจังหวัดภาคใต้อื่น ๆ มีวัฒนธรรม การแต่งกายคือนิยมนุ่งผ้าปาเต๊ะ หรือสวมใส่ผ้าบาติกที่มีสีสันลวดลายสะดุดตา ศิลปะการทำผ้าบาติกที่งดงามจึงมี ให้เห็นทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีผ้าคลุมผมสตรีและทำหมวกกะปีเยาะห์ ซึ่งทำจากผ้านำมาเย็บตกแต่งให้สวยงาม Yala The Yala people include a mixture of Thai Buddhist and Thai Muslim and they dress very similarly in Pate or Batik clothes that are colorful and very popular. The production of Batik is very common, as is the production of headscarves and Ka-Pi-Yoh hats.

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ผ้าลายขิด

 

 ผ้าทอลายขิด เป็นผ้าพื้นเมืองของภาคอีสาน บางส่วนของภาคเหนือและภาคกลางของไทย นับวาเป็นศิลปพื้นฐานที่สะท้อนให้เห็นภาพ ลักษณะ ลวดลาย และวิวัฒนาการของท้องถิ่นเดิมของไทยที่มีมาแต่โบราณ ชาวอีสานาถือว่าในกระบวบการทอผ้าด้วยกันแล้ว การทอผ้าขิดต้องอาศัยความชำนาญ และมีชั้นเชิงทางฝีมือสูงกว่าการทอผ้าอย่างอื่น ๆ เพราะทอยากมาก มีเทคนิคการทอที่ซับซ้อนากว่าการทอผ้าธรรมดา เพระต้องใช้เวลาความอดทน และความละเอียด ลออ มีกรรมวิธีที่ยุ่งยาก ทอได้ช้า นอกจากผู้ที่มีความสนใจมีพรสวรรค์เท่านั้น
การทอผ้าไหมลายขิด คือ การทอผ้าไหมที่ทอแบบ “เก็บขิด” หรือ “เก็บดอก” เหมือนผ้าที่มีการปักดอกการทอผ้าดอกนี้ชาวอuสานเรียกกันว่า ” การทอผ้าเก็บขิด” ลวดลายของขิดแต่ละลายจะมีรูปแบบที่สวยงาม มีความมัน วาว นูน และมีเหลือบ มีชื่อเรียกคล้ายกัน หรืออาจแตกต่างกันไปบ้าง ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งทำให้รูปแบบและลวดลาย ของผ้าไหมลายขิด ได้พัฒนาประยุกต์ไปจากเดิมจนเกิดลวดลายใหม่ ๆ ขึ้น
            ปัจจุบันเนื่องจากว่า การผลิตผ้าไหมลายขิด มิใช่เป็นการผลิตเพื่อชุมชนอีกต่อไป หากแต่เป็นการผลิตเพื่อความต้องการของคนต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม ซึ่งมีรสนิยมต่างกันออกไป ปริมาณความต้องการสูงขึ้น ก่อให้เกิดการแสวงหาเทคนิควิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้การผลิตทำได้ปริมาณมากขึ้น แต่ใช้เวลาน้อยลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อคุณภาพของความเป็นศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย
             อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับการทอผ้าไหมลายขิดก็ตาม แต่การฟื้นฟูศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านก็มาจากบุคคลภายในชุมชนเองที่พยายามแสวงหาเทคนิควิธีการ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลภายนอก เมื่อผนวกเข้ากับนโยบายการสนับสนุนวัฒนธรรมท้องถิ่นของรัฐ ซึ่งในบางแง่มุมได้ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในศิลปหัตถกรรมของชุมชนนั้น ๆ จึงส่งผลให้ศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นด้านการทอผ้าไหมลายขิดมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ภายใต้เงื่อนไขของสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
            คนส่วนใหญ่เมื่อพูถึงการทอผ้าไหม ก็มักจะนึกถึงผ้าไหมมัดหมี่ และถ้าจะพูดถึงลวดลายของผ้า ก็มักจะนึกถึงผ้าฝ้ายลายขิด เท่านั้น และคนส่วนใหญ่ก็มักจะคุ้นเคยกันดีกับชื่อผ้าและแหล่งผลิต เช่น ผ้าไหมแพรวา จ.กาฬสินธุ์ ผ้าลายน้ำไหล จ.แพร่ ผ้าตีนจก จ.สุโขทัย เป็นต้น ผ้าไหมลายขิดไม่ค่อยมีคนรู้จักว่าคือผ้าไหมอะไร และมีแหล่งผลิตอยู่ที่ไหน เนื่องจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาและอนุรักษ์ไว้ ก่อนที่จะสูญหายไปในที่สุด

 วัตถุ วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือในการในการทอผ้าลายขิด
  • วัตถุดิบ วัตถุดิบที่ใช้ในการทอ ได้แก่ เส้นใยไหมพื้นเมือง หรือ ไหมพันธุ์ สีเคมี หรือ สีวิทยาศาสตร์และน้ำ
  • อุปกรณ์ในการย้อมสีไหม ได้แก่ หม้อฟอกไหม หม้อย้อมสี ไม้พาย เครื่องชั่ง และเตา
  • เครื่องมือในการเตรียมเส้นไหม คือ หลอด ฟืม ใน หลา อัก กระสวย เล็ง ไม้สอด และตะกอลายขิด
  • วัสดุ อุปกรณ์ในการทอ ได้แก่ กี่พื้นเมือง หรือ กี่มือ ฟืม เขาหูก ไม้ ม้วนผ้า ไม้สำหรับนั่งเวลาทอ คาน เหยียบ คานแขวน กระสวย หลอดไหมพุ่ง เล็ง ไม้ลาย ไม้เก็บขิด อักหลา ไม้ตีขิด ตะกอเก็บลาย และตัว อย่างลายขิดที่ต้องการจะเก็บลาย

            วัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือดังกล่าวนั้นหลายอย่างชาวบ้านจะทำเอง บางอย่างจะซื้อมาจากหมู่บ้านข้างเคียง เช่น เส้นไหมยืน โดยเฉพาะสีเคมี หรือ สีสังเคราะห์ที่ชาวบ้านทำเองไม่ได้

 กรรมวิธีในการทอผ้าไหมลายขิด

            วิธีทอผ้าเก็บขิดหรือเก็บดอก นี้ ชาวพื้นเมือง เรียกว่า ” การทอผ้าเก็บขิด ” หมายถึงการทอผ้าไหมทางยืน จะเอาสีอะไรก็ได้ แล้วแต่ผู้ทอหรือผู้สั่งชอบ แต่ทางพุ่งจะเอาลวดลายอย่างไร หรือดอกจะเป็นสีอะไรก็ต้องย้อมเส้นใยไหมให้ได้ดังที่ต้องการ ถ้าขิดหลายไม้ก็ต้องก่อเขาหน้าฟืมถึง 6-7 เขาก็มี ทอไปเก็บขิดไปตามลายตัวอย่างที่ต้องการ การทอผ้าขิดเก็บดอกเช่นนี้ ต้องมีไม้ค้ำอันหนึ่งกว้างประมาณ 4 นิ้ว ยาวขนาด 2 ศอก เป็นไม้บาง ๆ และมีไม้เล็ก ๆ ขนาดก้านมะพร้าวเป็นไม้สอดตามไม้ขนาด 4 นิ้ว ยาวขนาด 2 ศอก ไม้เล็ก ๆ นี้เอาไว้ใช้สำหรับเก็บขิดให้เป็นลายต่าง ๆ ในบางครั้งก็อาจใช้ไม้เก็บขิดนี้ 30-40 อันก็มี แล้วแต่ความยากง่ายของลาย ฉะนั้นถ้าหากว่าใช้ไม้เก็บขิดจำนวนมากจะทำให้ทอได้ช้ามาก เพราะต้องเก็บดอกทีละเส้น ๆ จนหมดตามลวดลายที่กำหนดไว้
            การเก็บขิดมีอยู่ 3 วิธี คือ
            1. ตัดไม้ขิดโดยไม่มีการเก็บตะกอ (เรียงไปทางด้านหลัง)
            2. เก็บขิดเป็นตะกอลอย (เรียงไปทางด้านหลัง)
            3. เก็บตะกอแนวตั้ง (ตะกอแนวยาว)

            กระบวนการในการทอผ้าไหมลายขิดนี้ นับว่าเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเส้นใยไหมสำหรับที่จะใช้ทอ การเตรียมไหมยืน การคำนวณเส้นไหมยืน วิธีการขึ้นไหมยืน วิธีการเรียงเส้นไหม การเก็บตะกอ การเตรียมเส้นไหมพุ่ง และเทคนิควิธีการทอลวดลายต่าง ๆ

            (หมายเหตุ) รายละเอียดกระบวนการทอผ้าไหมลายขิดนั้น ไม่สามารถนำมาเสนอในเอกสารนี้ได้ ผู้สนใจจะหาอ่าน- ศึกษาได้จากหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเขียนไว้อย่างละเอียด และเป็นระบบ ทั้งกรรมวิธีการทอ และลวดลายต่าง ๆ หลายสิบลาย ซึ่งเน้นที่ผ้าฝ้าย แต่ใช้เทคนิคการทอแบบแบบเดียวกันกับผ้าไหม ได้จากหนังสือต่อไปนี้
            1. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ผ้าทอลายขิด ห้างหุ้นส่วนจำกัด เบรนบ๊อกซ์ ม.ป.พ. และ
            2. ทรงพันธ์ วรรณมาศ ผ้าไทย ลายอีสาน โอเดียนสโตร์ 2534

 ลวดลาย

            ผ้าทอลายขิดอีสาน ตามที่ได้ทอกันมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิมในอดีต จนถึงปัจจุบันนี้ อาจแบ่งกลุ่มแม่ลายผ้าทอลายขิด ได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

  • แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ ขิดลายสัตว์ ขิดลายพันธุ์ไม้ ขิดลายสิ่งของเครื่องใช้ และขิดลายเบ็ดเตล็ด
  • แบ่งได้เป็น 5 ประเภท คือ ลายที่ได้มาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง ลายที่ได้มาจากรูปแบบทางเรขาคณิต ลายที่ได้มาจากความรู้สึกแนวความคิดทางจินตนาการ ลายที่สร้างขึ้นมาเพื่อการาตกแต่ง และลายที่ได้จากเทคนิคทำขึ้นใหม่
  • แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ลายเรขาคณิตเกิดจากโครงสร้างหลัก ซึ่งลวดลายเป็นรูปทรงเรขาคณิต ลายจากธรรมชาติและสิ่งของเครื่องใช้ โครงสร้างลายและแนวความคิดได้จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลายพัฒนาที่ได้จาก การนำลายขิดตั้งแต่ 2 ลายขึ้นไป มาประกอบกัน เพื่อให้ลายดูวิจิตรหวือหวาขึ้น หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ลายประยุกต์ และลายผสม คือ ขิดลายแพรวา ได้แก่ลายที่ปรากฏอยู่บนผ้าแพรวา (ผ้าไหมแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์)

            ลายขิดที่ทอง่ายเพราะว่าไม่ใช้ไม้หลายไม้ ตะกอ ไม่ขัดกัน สะดวก คนตีไม้ไม่หนัก เอาขึ้น-ลง หมดเร็ว ทำให้ทอเร็ว ผู้ทอมักจะชอบทอลายขิดเหล่านี้ ลายขิดที่ทอยากมักจะมีหลายไม้ หนัก เอา ขึ้น-ลง กว่าจะหมด ก็ทำให้ไหมขึ้นขนเร็ว ทำให้ไม่สะดวดในการตีตะกอ ตะกอขัดกันมาก ทอได้ช้า ทำยาก ถ้ามีเชิงจะทำได้ช้า จะเก็บยากต้องใช้เวลานาน คนทอมักไม่ค่อยอยากจะทอ ลายยิ่งโค้งมากเท่าไหร่ยิ่งทอยากเท่านั้น

 สีสันของผ้า

            ในช่วงแรก ๆ ของการทอ ชาวบ้านมักจะนิยมทอสีเดียว เป็นสีพื้นแบบเดิม ๆ ตามความคุ้นเคยกันมา มักเป็นสีที่เหมาะแก่คนสูงอายุ หรือสีที่แต่งตัวยาก เช่น สีน้ำตาล สีดำ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง ฯลฯ ต่อมามีการใช้สีให้อ่อนลง สีครีม สีตะกั่ว สีโอรส ฯลฯ และมีการพัฒนาเล่นระดับของสีที่อยู่ในเฉดใกล้เคียงกัน เช่น สีชมพูอมม่วง ฯลฯ และสีที่ต่างกันของเส้นไหมที่ย้อม แต่พอ ออกมาแล้วดูสีกลมกลืนกัน ทำให้ดอกดูคมชัดขึ้นหรือดูแปลกไป ส่วนใหญ่จะเป็นสีที่ดูกลมกลืนกัน มากกว่าจะตัดกันจนเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี ทั้งลวดลายและสีสันที่ทอกันตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านก็มักจะยังคงลวดลายซึ่งเป็นลายขิดหลัก ๆ ตามต้นแบบเดิม แม้ว่าจะมีการพัฒนา ประยุกต์ไปบ้างตามสมัยนิยมก็ตาม นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่สำคัญ แม้แต่สีก็ยังคงนิยมสีแรก ๆ ที่ทอ คือ สีน้ำตาล สีน้ำเงิน สีแดง ฯลฯ

 ประเภทของผ้า

            ประเภทของผ้าไหมลายขิดที่ทอ มีหลายประเภท ยกตัวอย่าง 3 ประเภท คือ

  1. ผ้าไหมลายขิดพื้นสีเดียว คือ ในผ้าผืนเดียวกันนั้นจะมีเพียงลายเดียว และสีเดียวตลอดทั้งผืน
  2. ผ้าไหมลายขิดมีเชิง คือ ทอแบบประเภทที่ 1 แล้วมาเพิ่มเชิงผ้าในผืนเดียวกันด้วยการทอลวดลายอื่นเข้าไป ส่วนมากจะเป็นสีเดียวกัน
  3. ผ้าไหมขิด-หมี่ คือ การทอผ้าไหมลายขิด ผสม กับผ้าไหมมัดหมี่ทอสลับกันเป็นช่วง ๆ ในผ้าผืนเดียวกันนั้น สีของผ้ามักจะเป็นสีเดียวกัน แต่เล่นระดับของ สีเข้ม-อ่อน สลับกันไปเป็นช่วง ๆ บางทีมีสีอื่น ๆ สลับลงไปด้วย แต่มักอยู่ในเฉดที่ใกล้เคียงกัน
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

การอนุรักษ์ผ้าไหมไทย

การรักษาผ้าไหมไทย
  • การตัดเย็บ ขั้นแรกให้จุ่มผ้าไหมลงในน้ำร้อน เพื่อไล่สีที่หลงเหลือหรือสีที่ไม่สามารถจับติดในเนื้อผ้าไหมให้ออกไป นอกจากนี้แล้วยังทำให้มีความงามเป็นประกายดีขึ้น หลังจากนั้นรีดผ้าไหมทางด้านหลังด้วยไฟอ่อน ๆ โดยพ่นน้ำเพียงเล็กน้อยก่อนรีด พึงระลึกเสมอว่า ให้พ่นฉีดน้ำบาง ๆ เท่านั้น อย่าถึงกับให้เปียก เพราะถ้าเปียก เวลารีดแล้วอาจทำให้ผ้าเกิดเป็นจุดที่ไม่สวยงาม หลังจากนั้นแล้วจึงจัดเส้นลายผ้าให้ตรง แล้วจึงทำการตัดและเย็บด้วยเข็มและด้ายที่เหมาะสมกับคุณภาพของผ้า
  • การรีด การรีดโดยทั่วไปหรือการรีดลบรอยย่นหลังจากตัดเย็บแล้วหรือหลังจากการสวมใส่อุณหภูมิที่เหมาะสมในการรีดผ้าไหมโดยทั่วไป ควรรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระหว่าง 120 – 140 องศาเซลเซียส และการรีด ควรมีผ้าฝ้ายหนา ๆ ทับบนผ้าไหม เพื่อป้องกันการสัมผัสผ้าไหมกับเตารีดโดยตรง ถ้าสัมผัสโดยตรงจะทำให้คุณสมบัติต่าง ๆ ของผ้าไหมสูญเสียไปได้
  • การซัก ซักแห้งนับว่าเหมาะสมที่สุด แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะซักแบบธรรมดาควรใช้สารที่มีคุณภาพเป็นกลางในน้ำอุ่นให้ทั่ว อย่าให้ผ้าไหมกองหรือพับติดกัน หลังจากซักแล้วให้บิดเบา ๆ นำไปผึ่งในที่ร่ม ห้ามผึ่งแดดโดยเด็ดขาด
  • การระมัดระวังและเก็บรักษา หลังจากสวมใส่ทุกครั้งให้ตรวจสอบสิ่งสกปรกที่ติดอยู่อย่างระมัดระวัง ผึ่งให้เสื้อผ้าคงรูปเดิมในที่ ๆ มีการถ่ายเทอากาศที่ดีปราศจากฝุ่นละออง ถ้าเสียรูปร่าง หรือรอยยับให้ใช้เตารีด รีดให้เรียบ การเตรียมการเก็บรักษา ก่อนเก็บเสื้อผ้าต้องอยู่ในสภาพเรียบไม่มีรอยยับแห้งและสะอาดอยู่เสมอ

            สารป้องกันแมลงเช่น ลูกเหม็น ควรวางไว้โดยไม่ให้สัมผัสกับผ้าไหมโดยตรง อย่าเก็บในที่มีความชื้นและต้องปราศจากแมลงหรือราที่จะทำอันตรายกับผ้าไหมควรเก็บใส่ถุงที่มีอุณหภูมิต่ำ และสะอาด อาจเก็บในถุงผ้า หรือถุงพลาสติกก็ได้ การตากหรือผึ่งควรผึ่งในที่มีการถ่ายเทอากาสที่ดี ความชื้นต่ำในระหว่างเวลา 10.00 – 14.00 น. เป็นระยะเวลาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในฤดูฝนความชื้นสูง ควรทำการป้องกันแมลง และเชื้อราต่าง ๆ ที่อาจทำอันตรายกับผ้าไหมได้ ในบ้านเรามีข้อจำกัดเพียงในฤดูฝนเท่านั้น ส่วนหน้าหนาวและหน้าร้อนเราสามารถผึงในร่มได้ดี โดยไม่มีปัญหา นอกจากลูกเหม็นแล้ว สารอื่นเช่น สารฆ่าแมลงชนิดระเหย ประกอบด้วย DDVP 16% ใช้ในโรงเก็บเมล็ดพันธุ์มีความเป็นพิษต่อคนน้อย และสารอื่น ๆ เช่น คลอโรพิคริน (Chloropicrin), เมธทิลโบรไมด็ (Methylbromide), ไฮโดรฟอสเฟท (Hydrophosphate) อย่างไรก็ตามสารฆ่าแมลงเหล่านี้ก่อนใช้ทุกครั้งขอให้อ่านคำแนะนำ หรือทำการศึกษาจากผู้รู้จะทำให้ปลอดภัย

 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ลักษณะผ้าประจำภาคเหนือ

เรื่อง

ลักษณะของประจำภาคเหนือผ้าภาคเหนือ 

 

         ผ้าซิ่นตีนจก
ผ้านุ่งของผู้หญิงที่เย็บเป็นถุง ประกอบด้วยหัวซิ่นอยู่บนสุด หรือส่วนที่อยู่ตรงเอว ตัวซิ่นอยู่ถัดลงมา และตีนซิ่นหรือเชิงซิ่นซึ่งทอเป็นลวดลายด้วยการจก จึงเรียก ตีนจก และเรียกซิ่นชนิดนี้ว่า ซิ่นตีนจก ขนาดกว้างแคบและสั้นหรือยาวของตีนจกต่างกัน ไปตามรูปร่างของผ้านุ่งและวิธีการนุ่ง โดยเฉพาะตีนซิ่นจะมีลวดลายและสีสันแตกต่างกันไป

       ผ้าหลบ
ผ้าสำหรับปูทับลงบนฟูกหรือสลี ของชาวไทยเชื้อสายไทยยวนและไทยลื้อ ในภาคเหนือ รูปแบบขแงผ้าหลบจะแตกต่างกันไป ตามความนิยมของแต่ละกลุ่มชน ชาวไทยยวนนิยมทอด้วยฝ้ายไม่มีลวดลาย ชาวไทยลื้อนิยมทอด้วยฝ้าย ตกแต่งลายขิดที่เชิงผ้าทั้งสองข้างให้สวยงาม

          ผ้าซิ่นไทยลื้อ
ผ้านุ่งผู้หญิงไทยลื้อ บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน หัวซิ่นนิยมต่อด้วยผ้าพื้นสีแดง ตัวซิ่นทอลายขวางลำตัวด้วยสีสด เป็นลายคล้ายสายน้ำ จึงเรียกว่า ลายน้ำไหล ซึ่งทอด้วยวิธีล้วงหรือเกาะ ตีนซิ่นไม่ตกแต่งลวดลายแต่ใช้ผ้าพื้นสีครามต่อตีนซิ่น

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์


  1.      เป็นที่ยอมรับกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงศึกษาวิชาวิทยา-ศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราศาสตร์ทรงมีความเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์เทียบเท่ากับนักดาราศาสตร์สากล พระองค์ทรงวางรากฐานที่จะนำวิทยาการใหม่ของตะวันตก ตลอดจนความรู้ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารประเทศอย่างระมัดระวังและดัดแปลงให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ของประเทศ สิ่งใดแปลกใหม่ แม้ไม่ทรงได้เคยรู้มาก่อน ก็ทรงตั้งพระทัยติดตามศึกษาหาความรู้ด้วยน้ำพระทัยของนักวิทยาศาสตร์
         เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีการประชุมกัน เพื่อพิจารณาหาวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้ตกลงมีมติเลือกวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนวณคาดหมายไว้ว่าจะเกิดสุริยุปราคาที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 เมษายน อนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป และได้ประกาศยกย่องว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย นับว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
         ในรัชสมัยของพระองค์ ทรงได้รับการยกย่องจากวงการวิทยาศาสตร์ของชาติมหาอำนาจในยุคนั้น กล่าวคือ
         1. พระองค์ทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายพระเกียรติ ให้ทรงเป็นสมาชิกกิติมศักดิ์ของสัตววิทยาสมาคม (Zoological Society) แห่งสหราชอาณาจักร
         2. ประมุขของต่างประเทศตระหนักดีว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในเรื่องของวิทยาศาสตร์ เครื่องราชบรรณาการส่วนมากเป็นเครื่องมือและหนังสือทางวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย เช่น พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ได้ถวายกล้องโทรทรรศน์ ซึ่ง เซอร์ จอห์น เบาริง ได้บันทึกว่า “กล้องที่นำมาถวายมีคุณภาพต่ำกว่ากล้องโทรทรรศน์ที่ทรงมีอยู่แล้ว”
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เคล็ดลับ

1

1. จิบน้ำบ่อย ๆสมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดีคนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย

อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนตามเทคนิคง่ายๆทั้ง 9 ข้อนี้อาจจะไม่ทำให้เกิดอัจฉริยะข้ามคืนได้เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้ แต่สิ่งที่ได้ในเบื้องต้นคือการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจแบบชนิดที่เรียกว่า “สวยทั้งภายในและภายนอก” อย่างแน่นอน

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น